สถาบันกวดวิชาเกรทคาเด็ทติวเตอร์ 

โทร. 09-4950-9159, 09-4950-9591, 0-2102-0703,  

 แฟกซ์ 0-2102-0704, www.facebook.com/greatcadettutor/

ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว

เขียนโดย ร.อ.สุวิทย์ ไท้ทอง

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

The Perfect Tenses

Present Perfect

รูปกริยา Subject + has (have) + verb3.

วิธีการใช้
1.ใช้กับเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต แต่ดำเนินติดต่อเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูดประโยคนั้น โดยปกติจะมี กลุ่มคำ หรือ ประโยค บอกว่าเหตึการณ์นั้นเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด เช่น

since + จุดเริ่มต้นของเวลา

for + จำนวนเวลานับจากเริ่มต้น

ever since ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงบัดนี้

so far เรื่อยมาจนเดี๋ยวนี้ เรื่อยมาจนปัจจุบันนี้

up to now จนบัดนี้ จนกระทั่วเวลานี้

up to the present time จนบัดนี้ จนกระทั่งเวลานี้

- He has lived here since 1975.

- He has lived here ever since.

- He has lived here since then.

- He has lived here since his father died.

- He has lived here twenty years.
ควรสังเกตว่าหลัง since เป็น point of time คือจุดหนึ่งของเวลา เช่น since eight o'clock, since

last week, since 1960, etc. สำหรับหลัง for เป็น period of time คือเป็นช่วงเวลาที่มีความยาวนาน เช่น for ten years, for three hours , for two weeks, etc. อนึ่ง หลัง since เมื่อเป็นประโยคก็จะต้องเป็น ประโยคที่แสดง point of time ซึ่งเป็น past เช่น

- He has lived there since his father died.(เขาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่บิดาของถึงแก่กรรม)

2.ใช้ present perfect แสดงการเคยหรือไม่เคย
มักจะมีคำว่า never, ever, once, twice... รวมอยู่ด้วยเสมอ

- Have you ever been to New York City?
(คุณเคยไปนครนิวยอร์กไหม)

- Yes, I've been there many times.
(ครับ เคยหลายหนแล้ว)

- No, never. I've never been abroad.

(ยังครับยังไม่เคยไป ผมยังไม่เคยไปเมืองนอกเลย)

3.ใช้ present perfect กับเหตุการณ์ที่เพิ่งจบลงใหม่ ๆ
มักจะใช้คำ Just, already (บอกเล่า) หรือ yet (คำถามหรือปฏิเสธ)
- The train has just arrived.(รถไฟเพิ่มมาถึง)

- The train has already arrived.(=The train has arrived already.)
(รถไฟมาถึงแล้ว)

- Has the train arrived yet (already)?
(รถไฟมาถึงหรือยัง)

- No, not yet. (ยัง ยังไม่มาถึง)

หมายเหตุ มีอีกคำหนึ่ง คือ just now ซึ่งอาจมีความหมายได้ 2 อย่าง เมื่อครู่นี้ กับ ขณะนี้

ถ้า just now = เมื่อครูนี้ ใช้กริยา past simple
ถ้า just now = ขณะนี้ ใช้กริยา present perfect

- I told you about it just now.(ก็ผมบอกเรื่องนั้นเมื่อครูนี้น่านา)

- He has finished his work just now.((ขณะนี้) เขาเพิ่งจะทำงานของเขาเสร็จ)

4.ใช้ present perfect กับเหตุการณ์ซึ่งความจริงจบลงไปแล้ว แต่ใจผู้พูดยังรู้สึกในผลของเหตุการณ์นั้นๆ

- I have finished the book.(ผมอ่านหนังสือนั้นจบแล้ว)

- I've opened the window.(ผมเปิดหน้าต่างแล้ว)

- The clock has stopped.(นาฬิกาหยุดเสียแล้ว)

- I've seen him before.(ผมเคยพบเขาแล้ว)


Past Perfect

รูปกริยา Subject + had + verb3

วิธีการใช้
1. ใช้ tense นี้ เมื่อมีเหตุการณ์ 2 อย่างในอดีต อย่างหนึ่งเกิดก่อนอีกอย่างหนึ่ง

เหตุการณ์ที่เกิดก่อนใช้ past perfect
เหตุการณ์ที่เกิดภายหลัง ใช้ past simple

- Anong had learned English before she went to England.
(อนงค์รู้จักภาษาอังกฤษก่อนไปประเทศอังกฤษ)

- When we got to the field, the football match had already started.
(เมื่อเราไปถึงสนามนั้น การแข่งขันฟุตบอลได้เริ่มขึ้นแล้ว)

- I didn't go to the cinema because I had already seen the film.
(ผมไม่ไปดูหนัง เพราะผมดูหนังเรื่องนั้นมาแล้ว)

- I had lost my pen and I was unable to do the exercises.
(ผมทำปากกาหาย ผมจึงไม่สามารถทำแบบฝึกหัดได้)

- He had unloced the door ; there was nothing to prevent you from going out.
(เขาไขกุญแจประตูออกแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีอะไรจะขัดขวางไม่ให้คุณออกไป)

การใช้ past perfect นี้ จะได้พบอีกครั้งหนึ่งเมื่อได้กล่าวถึงประโยคคาดคะเน สมมุติ หรือประโยคแสดงความปรารถนา และในการนำคำของผู้อื่นมาเล่า ( indirect speech) ซึ่งจะได้กล่าวถึงการใช้ tense นี้ในเรื่องนั้น ๆ

2. ใช้ past perfect กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนเวลาหนึ่งในอดีต

- Jane had never seen a lion until yesterday.
(เจนไม่เคยเห็นสิงโตเลยจนกระทั่วเมื่อวานนี้ (จึงได้เห็น) )

- Soon the police arrived at the scene of the robbery. But they were too late . The thieves has already gone.
(ไม่ใช้พวกตำรวจก็ไปถึงที่โจรกรรม แต่สายเกินไป พวกโจรพากันไปเสียแล้ว)


Future Perfect

รูปกริยา Subject + will have + verb3

วิธีการใช้
1. ใช้ tense นี้ เมื่อต้องการจะบอกว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคตเหตุการณ์อย่างหนึ่งได้จบสิ้นลง

"เวลาหนึ่งในอนาคต" นี้ ถ้าเป็น คำบอกอนาคต นิยมใช้หลัง by หรือ before เช่น

by tomorrow ก่อนพรุ่งนี้ (เมื่อถึงพรุ่งนี้)

by eight o'clock ก่อน 8 นาฬิกา (เมื่อถึง 8 นาฬิกา)

by next month ก่อนเดือนหน้า(เมื่อถึงเดือนหน้า)

before next year ก่อนปีหน้า

after two months หลังจาก 2 เดือน(นับจากหนึ่ง)
ถ้าเป็น ประโยคบอกอนาคต ใช้กริยาเป็น present simple เช่น

- They will have finished the work by next week.(=เสร็จงานนั้นก่อนสัปดาห์หน้า)
(ถึงสัปดาห์หน้าพวกเขาก็คงจะเสร็จงานนั้นแล้ว)

- They will have finished the work when we arrive.(= เสร็จงานนั้นก่อนพวกเราไปถึง)(เมื่อเราไปถึงพวกเขาก็คงจะเสร็จงานนั้นแล้ว)

- All these roses will have died before Christmas.
(กุหลาบนี้คงจะตายก่อนถึงวันคริสต์มาส)

- She will have been in England be the end of March.(=อยู่ในอังกฤษก่อนสิ้นเดือนมีนาคม)
(เมื่อถึงสิ้นเดือนมีนาคมหล่อนคงจะอยู่ในอังกฤษเรียบร้อยแล้ว)

- It is now 8:30. I shall have finished my work by 2 p.m.(= เมื่อถึงบ่าย 2 โมงนั้นผมคงจะเสร็จงานแล้ว)
(ขณะนี้เวลา 8.30 น. ผมคงจะเสร็จงานก่อนบ่าย 2 โมง)

2. อาจใช้ future perfect แสดงความคาดคะเนหรือสงสัย
- You will have heard, I expect, that Ladda is going to get married.(ผมคาดว่าคุณคงจะระแคะระคายมาแล้ว่าลัดดาจะแต่งงาน)


The Perfect Continuous Tenses

รูปกริยา Subject + has(have) been + (verb+ing)

วิธีการใช้
ใช้ได้เฉพาะกริยาที่มีการต่อเนื่อง ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและดำเนินติดต่อกันเรื่อยมา

จนถึงปัจจุบัน เช่น
- Bill has been living in Bangkok since 1975.

(บิลอยู่ในกรุงเทพมาตั้งแต่ปี 1975)
จะเห็นว่า การใช้ present perfect continuous ก็เหมือนกับการใช้ present perfect ธรรมดา
เพียงแต่ perfect continuous เน้นถึงความต่อเนื่องของเวลามากกว่า perfect ธรรมดาเท่านั้น
ปกติ : Bill has lived in Bangkok since 1975.

เน้นความต่อเนื่อง : Bill has been living in Bangkok since 1975.
(บิลอยู่ในกรุงเทพมาตั้งแต่ปี 1975)

ปกติ : He has worked on the problem for two hours so far.
เน้นความต่อเนื่อง : He has been working on the problem for two hours so far.

(เขาทำโจทย์มาเป็นเวลา 2 ชั่วโมงแล้ว)

Note ควรระวังว่ากริยาที่ไม่แสดงความต่อเนื่องของการกระทำ (continuity of action ) จะใช้ tense นี้ไม่ได้

ผิด : The train has been arriving.

ถูก : The train has arrived.

ผิด : The clock has been stopping.

ถูก : The clock has stopped.
ระวังไม่ใช้ perfect continuous กับคำต่อไปนี้ just, already, never, finally


Past Perfect Continuous

รูปกริยา Subject + had been + (verb+ing).

วิธีการใช้
การใช้ past perfect continuous มีหลักการเช่นเดียวกับการใช้ past perfect ธรรมดา คือ โดยปกติจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีเหตึการณ์ในอดีต 2 เหตุการณ์ ขณะที่เหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ก็อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ใช้ past perfect (continuous)เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ ใช้ past simple
จงดูประโยคนี้

- When I got to the meeting, the lecturer had spoken for half an hour.(เมื่อผมไปถึงที่ประชุมนั้น ผู้บรรยายได้พูดมาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว)
จะเห็นว่า ประโยคนี้ได้ความดีอยู่แล้วจากการใช้ past perfect ธรรมดา แต่ประโยคนี้จะได้ความดีขึ้นอีก

ถ้าใช้ past perfect continuous คือ

- When I got to the meeting, the lecturer had been speaking for half an hour.
ซึ่งถ้าดูคำแปลประโยคนี้ ก็จะเหมือนกับคำแปลที่แล้ว แต่ความหมายของประโยคนี้ดีกว่า

ประโยคก่อน เพราะ เน้นถึงการที่ผู้บรรยายได้บรรยายติดต่อกัน มาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมง ต่างกับประโยคแรกที่ไม่ได้เน้นถึงความต่อเนื่องของการบรรยาย (โดยปกติการบรรยายนั้นเขาก็บรรยายติดต่อกันมาไม่บรรยายแล้วหยุดแล้วบรรยายต่อ ดังนั้นประโยคนี้จึงได้ใจความดีกว่าประโยคแรกมากดังกล่าวแล้ว)
โดยทำนองเดียวกัน ประโยคว่า

- The telephone had been ringing for five minutes before it was answered.
(โทรศัพท์ได้ฟัง (ติดต่อกันมา) เป็นเวลาห้านทีก่อนที่จะมีผู้รับ)
ย่อมได้หมายความดีกว่าประโยคว่า

- The telephone had rung for five minutes before it was answered.
ประโยคหลังนี้ไม่ผิด แต่ความหนักแน่นสู้ประโยคแรกไม่ได้ เนื่องจากประโยคแรกเน้นถึงการที่โทรศัพท์ดังติดต่อกันมาเป็นเวลาห้านาที ซึ่งประโยคหลังนี้ไม่มีการเน้นดังกล่าว ควรระวัง กริยาที่ไม่แสดงความต่อเนื่องจะใช้ใน Continuous tense ไม่ได้


Future Perfect Continuous

รูปกริยา Subject + will(shall) + have been + (verb+ing)

วิธีการใช้
หลักการเช่นเดียวกับการใช้ Future perfect ธรรมดา เราจะใช้ perfect continuous เฉพาะเมื่อ

ต้องการเน้นความต่อเนื่องเท่านั้น คือ ใช้เมื่อต้องการจะบอกวา เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต เหตุการณ์อย่างหนึ่งซึ่งดำเนินมาก่อนหน้านั้นก็ยังคงดำเนินอยู่และจะดำเนินต่อไปอีก

- By eleven o'clock I shall have been working for three hours.(เมื่อถึงเวลา 11 นาฬิกา ผมก็จะทำงาน (ติดต่อกันมา) ครบสามชั่วโมง (และผมก็จะทำงานต่อไปอีก) )จะเห็นว่าประโยคนี้ก็เหมือนประโยคที่ว่า

- By eleven o'clock I shall have worked for three hours.
เพียงแต่ประโยคหลังนี้ไม่ได้เน้นถึงการทำงานติดต่อกันมาเหมือนประโยคแรก ประโยคหลังนี้
บอกเพียงว่า เมื่อถึงเวลา 11.00 น. ผมก็จะทำงานครบ 3 ชั่วโมง ไม่ความหมายพิเศษอย่างอื่น

- On August 12th we shall have been living in this house exactly four years.
(เมื่อถึงวันที่ 12 สิงหาคม เราก็จะอยู่บ้านหลังนี้ครบ 4 ปีพอดี (และจะอยู่ต่อไปอีก))

พิจารณาประโยคต่อไปนี้

1. It is now November.(ขณะนี้เป็นเดือนพฤศจิกายน)

2. I wrote this book in June.(ผมเขียนหนังสือนี้เมื่อเดือนมิถุนายน)

3. I have been writing this book for five months.
(ผมเขียนหนังสือนี้มาเป็นเวลา 5 เดือนแล้ว (เขียนติดต่อกันมาเป็นเวลา 5 เดือนละบัดนี้กำลังเขียนคู่))

4. In October I was still writing this book and had been writing this book.
(เมื่อเดือนตุลาคม (ที่แล้ว) ผมก็กำลังเรียนหนังสือนี้อยู่ และได้เขียนหนังสือนี้ (ติดต่อกันมา) เป็นเวลา 4 เดือนแล้ว)

5. In December I shall be writing this book and shall have been writing this book for six months.
(ในเดือนธันวาคม(ที่จะถึงนี้) ผมก็คงจะกำลังเขียนหนังสือนี้อยู่อีก และ(ในตอนนั้น) ผมก็จะเขียนหนังสือนี้ครบเวลา 6 เดือน (แต่ก็จะยังเขียนต่อไปอีก))

6. I shall finish this book in January, when I shall have written this book seven months.
(ผมจะเขียนหนังสือนี้จบในเดือนมกราคม(ที่จะถึงนี้) ซึ่ง (ในตอนนั้น) ผมก็จะเรียนหนังสือนี้มาเป็นเวลา 7 เดือน)

โปรดสังเกตข้อ 5 และ ข้อ 6
ในข้อ 5 ประโยคตอนหลังใช้ future perfect continuous แสดงความต่อเนื่องของการเขียน (เมื่อถึงเดือนธันวาคมก็ยังเขียนอยู่ และจะเขียนต่อไป)
ต่างกับข้อ 6 ประโยคตอนหลัง ใช้ future perfect ธรรมดาเพื่อต้องการแสดงว่าเมื่อถึงเดือนมกราคมกาเขียนก็คงจะเสร็จสิ้น ไม่เขียนอีกต่อไป